การลงมติของ’ส.ส. อันวาร์ สาและ’ ที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน

ภาพจาก เนชั่นสุดสัปดาห์

คำวินิจฉัยในการลงมติของส.ส. อันวาร์ สาและ ที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชนผ่านสื่อ

            สื่อ โทรทัศน์รายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย’ ได้สัมภาษณ์ผมเมื่อวันศุกร์ที่ 19 และถามถึงว่าผมได้ตัดสินใจที่จะลงมติอย่างไร ผมได้ตอบว่า ยังมีเวลาฟังข้อมูลอีก 1 วัน ผมจึงยังไม่สามารถให้คำตอบได้ แต่ผมมีแนวทางและหลักเกณฑ์เอาไว้ในใจ และเมื่อตัดสินใจแล้วผมจะแถลงคำวินิจฉัยให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับทราบว่า ผมมีคณะติดตามการอภิปรายของพี่น้องชาวใต้ ประกอบไปด้วยกลุ่มผู้นำทางศาสนา กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาจารย์ นักวิชาการตามมหาวิทยาลัยต่างๆ กลุ่มผู้นำท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มเยาวชนแห่งการกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมฟุตบอล ที่ผมเคยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทีม ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งความเห็นมายังผมเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจ เหตุที่ต้องทำเช่นนี้เพราะคิดว่าน่าจะเป็นแนวทางใหม่ของการเมือง ที่ให้ประชาชนมีผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยตรง มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศผ่านผู้แทนฯที่เค้าเลือกเข้ามา

            และก็เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ให้ฝ่ายรัฐบาลต้องเป็นฝ่ายชนะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะตอบหรือไม่ตอบคำถามก็ตาม และได้กำหนดให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่เพื่อท้วงติง ตรวจสอบ ตลอดจนเสนอแนะให้ฝ่ายรัฐบาลมีสติยั้งคิด ให้ทำในสิ่งที่ ถูกให้เป็นถูก ผิดให้เป็นผิด ด้วยการนำเสนอข้อมูลข้อมูลที่เกิดขึ้นและรับทราบกันโดยทั่วไปในสังคมไทย ส่วนฝ่ายรัฐบาลจะทำหรือไม่ก็ถือเป็นสิทธิ นี่คือกติกาตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าส.ส. กลุ่มหนึ่งในฝ่ายรัฐบาลจะไปตั้งวอร์รูมช่วยรัฐมนตรีเพื่ออะไร เพราะถึงอย่างไรก็ชนะอยู่วันยันค่ำ

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน, กำลังนั่ง และอาหาร

            การอภิปรายในครั้งนี้ มีหลายเรื่องหลายประเด็นที่ผมคิดว่า พี่น้องประชาชนทั้งประเทศยังมีคำถามคาอยู่ในใจ

ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่างเพียงอย่างเดียวก็คงพอ เป็นเรื่องกรณีการซื้อของแพงกว่าราคาตลาด คือการซื้อรองเท้าจังเกิ้ลบูทในราคา 1,732 บาท แต่ฝ่ายค้านระบุว่าราคาที่ปรากฎอยู่บน ช้อปปี้ ซื้อขายกันเพียง 600 บาท จำนวนที่ซื้อมีมากถึง 218,434 ชิ้น ส่วนต่างราคาอยู่ที่ 247,267,288 บาท แต่ได้รับคำตอบจากฝ่ายรัฐบาลว่า เรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบจัดซื้อ แต่ไม่มีคำตอบว่าทำไมราคาแพง และย้อนกลับว่าผู้อภิปรายนำหลายประเด็นเหล่านี้มาอภิปรายเพราะไม่ชอบทหาร ผมคิดว่าประเด็นนี้ไม่ใช่คำตอบ ซึ่งหากท่านไม่ตอบก็เป็นสิทธิตามข้อบังคับ แต่เมื่อท่านตอบไปแล้ว คนฟังจะคิดอย่างไร เพราะตอบไม่ตรงคำถาม อีกทั้งยังสร้างความแตกแยก เพราะหากเปรียบเทียบกับการที่ท่านนายกฯ มักจะอ้างถึงเรื่องการจำนำข้าวของรัฐบาลที่แล้วอยู่บ่อยครั้งว่า ไม่โปร่งใส จึงทำให้ประชาชนไม่พอใจ และรวมกลุ่มกันออกมาต่อต้านรัฐบาล สิ่งเหล่านี้ต่างหากเป็นเรื่องที่ผมวิตกกังวล

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐมนตรีอื่นๆ ผมขอไม่พูดถึง แต่ผมขอพูดถึงท่านนายกฯในฐานะที่เป็นหัวหน้าของรัฐบาลว่า การตอบคำถามที่ไม่ควรตอบ เพราะถ้าตอบแล้วไม่ชัดเจน ก็จะเป็นประเด็นทางการเมืองต่อไปว่า ท่านปล่อยปละละเลยให้พรรคร่วมรัฐบาลกระทำการอันมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพพจน์ของรัฐบาล และประเทศชาติ

            ผมได้ปรึกษากับคณะติดตามการอภิปรายของพี่น้องชาวใต้แล้วมีความเห็นตรงกันว่า พวกเราขอให้ประชาชนทั้งประเทศยอมรับกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่า ไม่ว่าจะลงมติอย่างไร ท่านนายกฯก็คงจะได้อยู่บริหารประเทศต่อไป แต่หากพวกเราไม่แสดงความเห็นใดๆ ที่เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ท่านนายกฯทราบว่า แม้ว่าท่านจะสามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ เพราะมี สว. 250 คน เป็นกำลังเสริม ซึ่งไม่มีใครสามารถทำอะไรท่านได้ ก็ขอให้ท่านกลับมาฉุกคิดถึงหัวอกของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และควรให้ความสำคัญต่อสื่อมวลชน ที่พยายามเสนอข่าวและบทความวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เกิดการแก้ไข ด้วยเหตุผลจากการนำเสนอของฝ่ายค้าน ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ปรากฎ ทำให้ประเทศชาติสูญเสียในเรื่องความน่าเชื่อถือและศรัทธาลงไปเป็นอย่างมากจากทั้งภายในและต่างประเทศ ท่านนายกฯในฐานะผู้นำของรัฐบาลคงจะปฏิเสธความรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ ผมเองคงต้องทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ส่งสัญญาณด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ว่า เป็นการยากที่ผมจะยกมือไว้วางใจท่าน แต่เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของรัฐบาลและประเทศไทย ผมจึงขอใช้สิทธิดังนี้

            1. ของดออกเสียงให้กับทั้งคณะ

            2. ขอใช้สิทธิไม่ไว้วางใจ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งผมเคยยกมือไว้วางใจให้ตามมติพรรคมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ได้สั่งการแก้ไขนโยบาย ส.ป.ก. 4-01 ซึ่งดั้งเดิมเป็นนโยบายเพื่ออนุญาตให้คนจนทำมาหากิน แต่กลับไปเอื้อให้กับนายทุน ซึ่งผมเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเรื่องนี้เป็นเหตุให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องยุบสภาฯ เพราะถูกกล่าวหาว่าทำผิดพลาดเอาไปแจกคนรวยมาแล้ว

            3. ขอใช้สิทธิไว้วางใจ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้ว่าเป็นที่ทราบกันดีภายในพรรคว่าท่านรมช.นิพนธ์ ไม่ชอบผมเป็นการส่วนตัว และเคยพยายามกีดกันไม่ให้ผมลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่เนื่องจากเรื่องที่นำมาอภิปรายนั้น ยังเป็นคดีอยู่ในศาล และยังไม่มีการตัดสินว่าใครถูก ใครผิด อีกทั้งท่านก็ได้พยายามชี้แจงให้สังคมรับทราบ โดยปฏิเสธผ่านสื่อ ซึ่งสามารถตามหาอ่านได้ จากนสพ. ไทยรัฐ ฉบับที่ 23036 ตีพิมพ์ในวันจันทร์ที่ 15 ก.พ. 2564 ก่อนอภิปราย 1 วัน แต่ขณะเดียวกันก็มีบทความของนายอุสตาซอับดุชชะกูล บินซาฟิอีย์ ซึ่งป็นกรรมการสภาประชาคม สังคมชายแดนใต้ เขียนบทความค้าน ไว้ในหน้า 32 ของมติชนรายสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 12 – 18 ก.พ. 2564 ฉบับล่าสุด ซึ่งเป็นจังหวะก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมต้องคิดว่า การจะลงมติให้กับใครในครั้งนี้ ผมจะใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการลงมติไม่ไว้วางใจโดยไม่มีเหตุผลไม่ได้ เพราะหากศาลตัดสินภายหลังมาว่าท่านรมช.นิพนธ์ไม่ผิด ผมคงจะต้องเสียใจว่า

ผมเป็นคนไม่มีหลักการ เนื่องจากกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยในทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยุบพรรค หรือการแจกใบแดงให้ส.ส. ที่เชียงใหม่ ซึ่งสุดท้ายศาลระบุว่าไม่มีการกระทำความผิด

.

ล่าสุด

การเมือง

Latest Posts

เศรษฐกิจ-สังคม

ยอดนิยม