ช่วย “รัฐบาล” คิด ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ” ในภาวะโควิด ระลอก 3

กนก วงษ์ตระหง่าน (Kanok Wongtrangan)

ช่วย “รัฐบาล” คิด ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ” ในภาวะโควิด ระลอก 3
1.
ขณะที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ระลอก 3 มาถึงจุดที่อัตราการติดเชื้อของประชาชนแตะหลักพันต่อวันติดต่อกัน ทำให้รัฐบาลต้องประกาศมาตรการอันเข้มข้น เพื่อป้องกัน และหยุดยั้งการแพร่เชื้อ ข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ มาตรการครั้งนี้ไม่รุนแรงถึงขั้น lockdown (ปิดเมือง) หรือควบคุมเวลา (Curfew) ออกนอกบ้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของทางรัฐบาลในการสร้างสมดุลในด้านสาธารณสุข คือ การควบคุมการระบาด พร้อมไปกับการประคับประคองทางเศรษฐกิจ สำหรับผมแล้ว ถือว่านี่เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะการให้ความสำคัญในด้านปากท้องประชาชน ก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจไม่แพ้ประเด็นสุขภาพ โดยเฉพาะต่อคนยากจน คนหาเช้ากินค่ำ แรงงาน หรือผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่หลายคนกังวลว่า แม้รอดจากโควิดได้ แต่อาจต้องอดตายในท้ายที่สุด
และเมื่อเข้าไปดูตัวเลขรายงานทางเศรษฐกิจของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 (ล่าสุด) พบว่า เศรษฐกิจไทยติดลบอยู่ 6.1% และไตรมาสสุดท้าย (ต.ค. – ธ.ค. 63) พบว่าอัตราการติดลบลดลง และเมื่อดูในรายละเอียดก็พบตัวเลขที่เป็นบวก คือ ภาคการเกษตรในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 เป็นบวก 0.9% ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยว และบริการ ยังติดลบสูงสุดอยู่ที่ 35.2% ในด้านภาคการบริโภค ภาคเอกชนมีอัตราการบริโภคเป็นบวก 0.9% แต่การลงทุนของภาคเอกชนยังคงติดลบ 3.3% การส่งออกสินค้าเริ่มติดลบน้อยลงจากติดลบ 7.5% เหลือติดลบ 1.5% แต่การส่งออกภาคบริการ (การท่องเที่ยวเป็นหลัก) ยังคงติดลบสูงถึง 74.8% และการนำเข้าเริ่มติดลบลดลงจากลบ 19.3% เหลือลบ 7.0% โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าจากติดลบ 18.1% เหลือลบ 5.6%
2.
จากตัวเลขดังกล่าวนี้ของสภาพัฒน์ฯ ทำให้เห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มขยับตัวดีขึ้น จากติดลบมาก มาเป็นติดลบน้อยลง ดังนั้น ประเด็นที่ต้องมาช่วยกันคิด คือ จะทำอย่างไรให้กระแสบวกของเศรษฐกิจเช่นนี้ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่สะดุดหกล้มระหว่างทาง ผมจึงขอโอกาสนำเสนอแนวคิดเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าเข้าสู่แดนบวก และเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป ดังนี้
เรื่องที่ 1 สำหรับการส่งออกที่เริ่มดีขึ้นนั้น ประเทศไทยโดยกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน ควรต้องเจาะไปที่ตลาดเป้าหมายใหญ่ของไทย คือ ตลาดจีน และฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอาเซียนโดยเฉพาะเวียดนาม และประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านการค้าชายแดน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ทีมประเทศไทยต้องชัดเจนก่อนว่า สินค้าอะไรในแต่ละตลาด ที่เราได้รับความนิยมสูง (ขายดี) และสินค้าคู่แข่งของเรา มาจากไหน (คือใคร) จะชนะเขาได้อย่างไร (เปรียบเทียบ) เช่น คุณภาพสินค้า รูปแบบสินค้า ความมีเสถียรภาพของการส่งสินค้า ไปจนถึงผู้นำเข้าสินค้าไทยในแต่ละตลาดคือใคร เขาชอบและไม่ชอบอะไร ปัญหาและอุปสรรคของเขาคืออะไร เป็นต้น
นี่เป็นการทบทวน “ยุทธศาสตร์ด้านการตลาด” เพื่อหาจุดอ่อน จุดแข็ง ของทั้งเราและคู่แข่ง รวมไปถึงกลยุทธ์อันเหมาะสมทั้งทางการเจรจาต่อรอง กฎหมาย รวมไปถึงเรื่องของผลประโยชฯต่างตอบแทนทางธุรกิจ ที่ทีมประเทศไทยทั้งภาครัฐ และเอกชน ต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อหาข้อมูลดังกล่าวออกมาให้มีความชัดเจนและครบถ้วน จากนั้นก็นำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อปรับแก้ไขในประเด็นที่เป็นข้อด้อย และถอดความสำเร็จในประเด็นที่เป็นข้อได้เปรียบโดยเร็ว จากนั้นก็นำมาเสริมศักยภาพทางผลิตภัณฑ์ บริการ หรือการตลาดของเราให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น นี่เป็นการทำงานเชิงรุกที่ต้องอาศัยข้อมูล กระบวนการวิเคราะห์ และความแม่นยำ เข้ามาช่วยเร่งฟื้นการส่งออกให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถยึดครองตลาดในแต่ละระดับได้ภายหลังโควิดเริ่มคลี่คลาย
3.
เรื่องที่ 2 ภาคการเกษตรเริ่มปรับตัวเป็นบวก 0.9% ในช่วงตุลาคม-ธันวาคม 2563 แสดงว่า เกษตรกรไทยเริ่มปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์โควิคได้บ้างแล้ว สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ เพื่อเร่งขยายผลการปรับตัวครั้งนี้ ให้มีผลิตภาพ (Productivity) สูงขึ้น โดยเฉพาะ เรื่องน้ำ ดิน และกระบวนการปลูก คือ การนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ลงไปสนับสนุนเกษตรกรในแปลงการผลิต นอกจากนี้ รัฐบาลควรเริ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูปอาหาร และสกัดสารออกฤทธิ์ให้เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถแปรรูปผลผลิต ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร และสามารถดึงสารออกฤทธิ์ออกมาจากพืชได้ ซึ่งตรงนี้จะทำให้มูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรของประเทศสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
เพราะภาคการเกษตร เป็นภาคการผลิตที่ให้ผลตอบแทนกับประเทศสูงสุด เนื่องจากส่วนประกอบที่ทำให้เกิดผลผลิตเกือบทั้งหมด มาจากภายในประเทศ ซึ่งต่างจากภาคอุตสาหกรรม ที่ส่วนประกอบภายในประเทศ มีไม่มาก เพราะต้องนำเข้าวัตถุดิบ และเทคโนโลยี จากต่างประเทศสูง ยิ่งไปกว่านั้นภาคการเกษตรยังเป็นฐานของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อทำให้เกิดผลิตภาพ และสร้างมูลค่าที่สูง ให้แก่ผลผลิตของเกษตรกรแล้ว การกระจายรายได้ของประเทศก็จะดีขึ้น และส่งผลไปถึงการลดความเหลื่อมล้ำของประเทศที่จะลดลงอีกด้วย
เรื่องที่ 3 การท่องเที่ยวช่วงโควิด ถูกกระทบรุนแรงที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวไม่เดินทางเข้ามา ดังนั้น หัวใจของการแก้ปัญหาการท่องเที่ยว คือ การทำให้นักท่องเที่ยวมั่นใจในความปลอดภัยจากการเดินทาง ซึ่งก็ต้องบอกตามตรงว่า การทำให้ประเทศไทยทั้งประเทศ มีความปลอดภัยจากโควิด ในระยะเวลาอันใกล้ คงจะทำไม่ได้ แต่การทำให้เมืองท่องเที่ยวปลอดภัยจากโควิด ในระยะเวลาอันใกล้ ก็น่าจะอยู่ในวิสัยที่พอทำได้ ด้วยการระดมฉีดวัคซีนแก่ประชาชนในพื้นที่นั้นให้เกินร้อยละ 60 ของประชากร เช่นเดียวกับการที่ประเทศอังกฤษ และจีน ได้ดำเนินการไปในการควบคุมโควิด จากนั้นก็สร้างความมั่นใจ และสำนึกของประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยว ต่อการป้องกันการระบาดของไวรัส ด้วยการใส่หน้ากาก ล้างมือ รักษาระยะห่าง และไม่จัดงานเลี้ยงชุมชนที่คนจำนวนมากต้องมาอยู่ใกล้กัน ถ้าในแนวทางนี้ก็เชื่อว่า จะทำให้เมืองท่องเที่ยวกลับมาปลอดภัยอีกครั้งได้ในเร็วๆ นี้


  1. ก็อย่างที่ทราบกันดีว่า เมืองท่องเที่ยวอันเป็นแม่เหล็กของไทยในสายตาต่างประเทศ คือ ภูเก็ต รองลงมาก็เป็นกระบี่ และเชียงใหม่ ดังนั้น การที่จะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยอีกครั้ง รัฐบาลต้องทำให้ภูเก็ต กระบี่ และเชียงใหม่ ปลอดภัยจากโควิดให้ได้ จากนั้นก็รีบทำการสื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายที่ชื่นชอบกับธรรมชาติ และวัฒนธรรมของเมืองทั้งสาม เช่น จีน เกาหลี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เป็นต้น พร้อมออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวใน 3 เมืองนี้ ซึ่งต้องแรงมากพอที่จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศตามเป้าหมายรู้สึกว่า พวกเขาจะไม่สามารถจะปล่อยผ่านโอกาสที่ดีที่สุดนี้ให้หลุดมือไปได้ แต่ที่สำคัญ อย่าลืมที่จะวางมาตรการคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามา เพื่อที่ไม่สร้างปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสให้วุ่นวายอีกครั้งด้วย
    และเรื่องสุดท้าย คือ รัฐบาลต้องพยายามสร้าง “ความเชื่อมั่น” ต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ ให้กับประชาชน และผู้ประกอบการเอกชน เพราะการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลง และการลงทุนที่ไม่เกิดขึ้น มีต้นเหตุมาจากความไม่เชื่อมั่น ว่าอนาคตเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น ดังนั้น การสร้างความเชื่อมั่นจึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือ
  2. ทำในสิ่งที่จะทำให้ประชาชน และผู้ประกอบการเชื่อมั่น เช่น การผสมผสานมาตรการป้องกันการระบาด และการเปิดให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจควบคู่กันไปอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการเร่งระดมฉีดวัคซีน เพื่อให้เห็นถึงความตั้งใจในเรื่องการฟื้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
  3. ไม่ทำในสิ่งที่จะทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน และผู้ประกอบการ เช่น ความไม่ชัดเจนในการแก้ปัญหาโควิด ทั้งทางสาธารณสุข และเศรษฐกิจ หรือการสร้างความขัดแย้งทางการเมือง การชิงไหวชิงพริบทางการเมือง รวมไปถึงการทุจริตคอร์รัปชั่น และความเหลื่อมล้ำทางการบังคับใช้กฎหมาย
    ประเด็นทั้ง 4 ที่นำเสนอมานี้ ผมมั่นใจว่า อยู่ในวิสัยของรัฐบาลที่สามารถทำได้ แต่ปัญหาก็อยู่ตรงที่ว่า รัฐบาลจะทำหรือไม่ ถ้าทำแล้วจะให้ใครทำ ทำอย่างไร ทำพร้อมกันทั้ง 4 เรื่องได้มั้ย อำนาจการบริหารเป็นอย่างไร มีประสิทธิภาพในการสั่งการแค่ไหน เป้าหมายที่ต้องการจะสำเร็จหรือไม่ และจะตรวจสอบอย่างไร ทุกอย่างล้วนต้องใช้ความแม่นยำในการบริหารจัดการ

ล่าสุด

การเมือง

Latest Posts

เศรษฐกิจ-สังคม

ยอดนิยม