วัคซีนสู้กับโควิดได้อย่างไร?

สธ. ให้ อสม. เคาะประตูบ้านชวนคนไทยร่วมใจกันฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19

         กระทรวงสาธารณสุข ให้ อสม.เป็นต้นแบบในการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 เป็นตัวอย่างความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเคาะประตูบ้านรณรงค์เชิญชวนลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด 19 สื่อสารให้ความรู้ ความเข้าใจ และแชร์ประสบการณ์การฉีดวัคซีน สร้างความมั่นใจคนในชุมชน

         วันนี้ (13 พฤษภาคม 2564) ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะผู้บริหาร ประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอกับประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และบุคลากรจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

          นายอนุทินกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้กับ อสม. เป็นกลุ่มแรกๆ เนื่องจากเป็นบุคลากรด่านหน้าที่มีความสำคัญ ลงพื้นที่ช่วยค้นหา เฝ้าระวังโรคในชุมชน และเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการรับผิดชอบต่อสังคม สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ได้เห็นถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีน ซึ่งจะช่วยให้ลดอาการรุนแรงของโรค และลดการเสียชีวิตได้ เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประเทศ ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ระบบเศรษฐกิจประเทศกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง จึงขอเชิญชวนให้อสม.ไปรับการฉีดวัคซีน พร้อมออกเคาะประตูรณรงค์เชิญชวนคนในชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้นำท้องถิ่น แกนนำชุมชน ลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด 19 ลงชื่อได้ทุกช่องทางที่สะดวก เช่น ไลน์/แอปพลิเคชัน หมอพร้อม, แอปพลิเคชั่น Smart อสม. หรือรวบรวมรายชื่อลงแบบฟอร์มของอสม. ส่งให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว และรายชื่อที่นำส่งจะคีย์เข้าระบบส่วนกลาง กระทรวงสาธารณสุขจะจัดสรรวัคซีนไปยังจังหวัดต่างๆ ต่อไป และขอชื่นชมจังหวัดลำปาง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่นำร่องให้ อสม.ลงพื้นที่เข้าไปสำรวจข้อมูล เชิญชวนคนในชุมชนลงทะเบียนรับวัคซีนได้กว่า 3 แสนราย

          “ขอให้ อสม. ทุกคนร่วมกันเป็นฟันเฟืองสำคัญใช้กลไก 3 หมอ ซึ่งอสม.เป็นหมอคนแรกของชาวบ้าน ที่จะนำคนในชุมชนไปพบหมอคนที่สองเข้ารับการฉีดวัคซีน ขอให้เริ่มดำเนินการให้เร็วที่สุด อสม.จะต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโควิด 19 ให้ชัดเจน เราจะไม่พูดว่าฉีดวัคซีนแล้วจะไม่ติดเชื้อ แต่เราจะพูดว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ให้อสม.เน้น 2 ประเด็นนี้ ทำความเข้าใจกับคนในชุมชน เชิญชวนเข้ามารับการฉีด และขอให้นำประสบการณ์ตนเองที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว ไปบอกต่อให้กับคนในชุมชน เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชนทุกคน” นายอนุทินกล่าว

         ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 อสม.ได้แนะนำประชาชนให้ลงทะเบียนวัคซีนโควิด 19 แล้วจำนวน 3,724,613 คน และมีอสม.ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 46,498 คน ได้รับครบทั้ง 2 เข็ม จำนวน 17,031 คน

สธ.เผย Walk-in ฉีดวัคซีนโควิด เริ่มมิ.ย. หรือความพร้อมของจังหวัด

         กระทรวงสาธารณสุข เผยการจัดบริการฉีดวัคซีนโควิด แบบ Walk-in เริ่มมิ.ย. หรือความพร้อมของจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวก ประชาชนเข้าถึงวัคซีนมากที่สุด สร้างภูมิคุ้มกันหมู่เร็วที่สุด

          วันนี้ (13 พฤษภาคม 2564) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า จากความเห็นชอบคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ให้จัดระบบให้บริการวัคซีนโควิด 19 แบบ Walk-in อำนวยความสะดวกประชาชนให้เข้าถึงวัคซีนได้มากที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เร็วที่สุด กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 หรือทันทีที่พร้อม โดยจัดสัดส่วนการให้บริการ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มาจากระบบนัดหมายผ่านไลน์และแอปพลิเคชัน หมอพร้อม ร้อยละ 30, กลุ่มนัดหมายจากโรงพยาบาล หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง และโรคอ้วน ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 35 หรือน้ำหนักตัวเกิน 100 กิโลกรัม,กลุ่มหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน ร้อยละ 50 และกลุ่มที่ Walk in เดินเข้ามาขอรับบริการ ร้อยละ 20 ทั้งนี้ สามารถปรับสัดส่วนบริการได้ตามความเหมาะสมและสถานการณ์จริงหน้างาน รวมทั้งให้จังหวัดเตรียมจัดระบบเช็คจำนวนประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนแบบ real time และระบุจำนวนสำหรับกลุ่ม Walk in  ในแต่ละจุดฉีดเพื่อลดความแออัด หากคิวเต็มแต่ละแห่งจะออกใบนัดให้มารับบริการในวันถัดไป

          “ขอให้ประชาชนนัดหมายฉีดวัคซีนผ่านไลน์ “หมอพร้อม” ซึ่งสะดวกและได้รับบริการตรงวันที่นัดหมาย  ไม่ไปแออัดที่จุดฉีด ขอให้ทยอยไปรับการฉีดเนื่องจากวัคซีนมีเพียงพอ” นายแพทย์เกียรติภูมิกล่าว  

FB  :  Bhanuwat Jittivuthikarn

เมื่อวานนี้ เวลา 10:36 น.  ·

อยากให้ ประชาชน ร่วมมือ ก็ต้องมองเห็นความเป็นมนุษย์ ใน ประชาขนก่อน

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า โมเดลการจัดการแบบ”หมอพร้อม” นั้นล้มเหลว  เพราะ  หมอพร้อม  เป็นการออกแบบระบบ ที่เห็นคนเป็นหุ่นยนต์  คิดว่ากดให้เดินมาฉีดก็มา ให้ฉีดตัวไหนก็ฉีด ไม่มี option ใดๆ คือมองมนุษย์เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่ต้องเอาชนะ  ทั้งที่จริงๆแล้ว ความเป็นคน มันมีมิติที่ซับช้อน มากกว่านั้น

บางคนรับความเสี่ยงในการออกไปฉีดได้เพราะเขาเห็นว่าเขามีความรู้ความสามารถพอจะจัดการมันได้ บางคนรับความเสี่ยงในการออกไปฉีดได้ถ้ามีกฎระเบียบรองรับชัดเจน บางคนรับความเสี่ยงได้ถ้าทำให้คนรอบตัวรอดไปด้วยกัน

เมื่อคนเราตัดสินใจเรื่องความเสี่ยง หลายครั้งไม่ได้ตัดสินใจแบบเอาตัวเลขมาเทียบกันว่า อันนี้หนึ่งในล้าน-อันนั้นหนึ่งในร้อย อะไรแบบนั้น แต่เขาใช้ “ความรู้สึก” ว่าความเสี่ยงจากการฉีดวัคซีน คือความเสี่ยงที่เขาพร้อม “เดินเข้าไปหา” หรือความเสี่ยงแบบโควิดคือความเสี่ยงที่เดิน “เข้ามาหา” ตัวเขา

และที่สำคัญที่สุด ณ เวลานี้ อำนาจในการตัดสินใจ ฉีดหรือไม่ฉีด มันยังอยู่ที่ตัว “ปัจเจกบุคคล”

เมื่อรัฐบาลประกาศให้การฉีดวัคชีนเป็นวาระแห่งชาติ มันก็ ต้องมีการกำหนดเป้าหมายร่วมและวางยุทศาสตร์ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนมีส่วนร่วม ต้องสื่อสารให้ประชาชนมองเห็นว่า เป้าหมายที่เราต้องการมันเป็นอย่างไร

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งแรกที่ประชาชนคนไทยต้องการก่อนการให้ความร่วมมือกับภาครัฐคือ

คำขอโทษอย่างจริงใจจากรัฐบาล

การจะขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายมันสำคัญ นะครับ ที่คุณจะต้องเสียสละ แสดงความเป็นผู้นำ และยอมขอโทษ เพื่อให้จบ ไม่เอาแบบ “ผมก็ขอโทษละกัน” นะครับ ขอแบบจริงใจหน่อย

เพราะ โควิดสองรอบที่ผ่านมา ประชาชนทุกคนรู้สึกว่า มัน ไม่แฟร์สำหรับพวกเรา รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม ที่พวกเราทนป้องกันตัวเองมาตลอด แต่กลับเกิดการระบาดเพราะคนของรัฐ ผมจึงไม่แปลกใจที่หลังจากมีข่าว รมต ติดโควิดแล้ว รัฐขอร้องอะไร ประชาชนไม่เตยให้ความร่วมมือ ในเมื่อรัฐแหกกฎเองแล้วจะหวังให้ประชาชนเดินตามได้อย่างไร

ตอนนี้ประชาชนคนไทยที่ไม่อยากฉีดวัคซีนคือรู้สึกว่าไม่มีความมั่นใจในทุกสิ่งที่รัฐทำ “แล้วทำไมฉันต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงให้ความร่วมมือกับรัฐบาลแบบนี้” ในด้านหนึ่งผมถึงเข้าใจและเห็นใจ คนที่ไม่อยากฉีด ว่าไม่ได้เห็นแก่ตัว ไม่ได้อยากเป็นภาระของชาติ แต่ไม่อยากและไม่ไว้ใจ รัฐบาล เหี้ยๆ แบบนี้

สิ่งที่ผมพอคิดได้ในตอนนี้ คือ โครงการ Covid hero และระบบ reward medal

เปลี่ยน เป้าหมายจากฉีดให้คนแก่เป็นฉีดให้คนที่มีเครดิตทางสังคมก่อน

ในเมื่อหลักสากลมันใช้กับคนประเทศนี้ไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนไปฉีดให้คนที่ประชาชนไว้วางใจ

ในสงครามโควิดรอบนี้ เราต้องการคนพร้อมเป็นผู้นำ คนที่มีความกล้า คนที่พร้อมเป็นแนวหน้าเสมอ เมื่อวานผมเห็นข่าวออกมาว่า ตำรวจลงทะเบียนฉีดกันน้อย แต่เท่าที่ผมได้ยินมาคือ บางโรงพักถ้าสารวัตรไม่กล้าฉีด ลูกน้องก็ไม่กล้าไปด้วย ดังนั้นคนเป็นหัวหน้าต้องแสดงความเป็นผู้นำครับ ฉีดให้เด็กมันดู

ลองเป็นสายธรรมสายวัดบ้าง ถ้าพระอาจารย์เดินหน้าไปฉีด ผมมั่นใจเลยว่าลูกศิษย์ลูกหา ก็พร้อมตามไปด้วย  มนุษย์เป็นสัตว์สังคมเราต้องการจ่าฝูง เราไม่อยากเสี่ยงแบบโดดเดียว เราอยากมีเพื่อนรวมชะตากรรม อย่างตัวผม เมื่อผมก็บอกกับลูกน้องว่าจะไปฉีดทุกคนก็พร้อมตามผมไปฉีด นี้คือตัวอย่างของโครงสร้างทางสังคมที่อยู่นอกเหนือตัวเลขที่รัฐยังไม่เข้าใจ 

หรือจะมีการมอบเหรียญมอบโล่ มอบรางวัลให้องค์กรที่ฉีดวัคซีนครบ 100% ก็ควรทำ  เพราะ มนุษย์ชอบการแข่งขัน รางวัลเหรียญทอง 100องค์กรหรือ 100ชุมชนแรก  เหรียญเงิน 1000 องค์กรแรก ก็ว่ากันไปให้มันเกิดพลังเกิดความภาคภูมิใจในชุมชน มันก็จะมีการแข่งขันออกไปฉีดระหว่าง หมู่บ้านระหว่างตำบล ทำให้มันเป็นเรื่องสนุกสิครับ การฉีดวัคซีนนะ

อยากให้คนออกมาร่วมมือก็ต้องเข้าใจความเป็นมนุษย์ของผู้คนก่อนนะครับลุง หรือลุงไม่เหลือความเป็นมนุษย์อยู่แล้วเลยไม่เข้าใจ

FB  :  น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

11 พฤษภาคม เวลา 12:14 น.  ·

#ฉีดvsไม่ฉีด

หลังอาหารเย็นวันก่อน ครอบครัวของผมนั่งเม้าท์สัพเพเหระกันตามปกติ คุยไปคุยมาจนถึงเรื่องวัคซีน คุณแม่ผมก็ประกาศกลางวงกับทุกคนว่า หัวเด็ดตีนขาดยังไงแม่ก็ไม่ยอมไปฉีดวัคซีนอย่างแน่นอน

ผมเลยถามแม่ว่า “เอาความคิดพวกนี้มาจากไหน?” แม่เลยถามผมกลับว่า “ลูกไม่เคยดูทีวีหรืออ่านข้อมูลที่เขาส่งกันทางไลน์เลยหรือ ? วัคซีนน่ากลัวมาก คนที่ฉีดมีผลข้างเคียง เขาบอกว่าฉีดแล้วตายไปเลยก็มี แม่แก่แล้วไม่อยากเสี่ยงหรอก เกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะได้ไม่คุ้มเสีย”

ผมเชื่อว่าในเมืองไทย คงมีคนที่คิดเหมือนแม่ผมไม่มากก็น้อย ทั้งกลัวผลกระทบจากผลข้างเคียง และไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีน แต่ถ้าถามคนที่อยู่ในวิชาชีพก็คือคุณหมอทั้งหลาย ก็ให้ความเห็นคล้ายๆกันว่า “วัคซีนที่ดีที่สุดก็คือการมาฉีดให้เร็วที่สุด”​ แปลเป็นไทยอีกทีก็คือ “ใครถึงคิวฉีดจะได้รับวัคซีนยี่ห้อไหนก็รีบฉีดกันเถอะ”

ในฐานะที่ผมฉีดแล้ว และก่อนฉีดก็ศึกษามาพอสมควรว่าจะต้องฉีดอะไรเข้าไปในร่างกาย เลยต้องนั่งอธิบายให้คุณแม่และสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวฟังอีกกว่าชั่วโมง เพื่อให้เลิก “กลัววัคซีน” และเมื่อถึงคิวฉีดจะได้มั่นใจว่าทุกคนจะไม่หนีและเบี้ยวการฉีดวัคซีน

ผมได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์สรรพคุณและผลข้างเคียง ของวัคซีนโควิด จากสื่อและผู้รู้ทั้งหลาย ซึ่งมีการนำเสนอกันอย่างกว้างขวาง บ้างก็ว่าดี บ้างก็ว่าไม่ได้เรื่อง แต่ส่วนใหญ่จะเสนอมุมที่น่ากลัว ซึ่งก็เป็นเสรีภาพในการนำเสนอของบ้านเรา จนทำให้ผู้รับข้อมูลทั้งหลายรวมถึงแม่ผมด้วยเกิดความลังเล ไม่แน่ใจ ไปจนถึงเกิดความหวาดกลัว และมีหลายคนเริ่มปฏิเสธที่จะไปฉีดวัคซีน (ไม่เชื่อลองถามคนใกล้ๆตัวดูก็ได้)

ผมเองไม่ใช่แพทย์ แต่ด้วยความรู้อันน้อยนิดเรื่องวัคซีนของผมที่เชื่อว่าไม่น่าผิดก็คือ เราไปฉีดวัคซีนต่างๆเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นๆ เมื่อฉีดไปแล้วไม่ได้แปลว่าเราจะปลอดโรค 100% แต่แปลว่าหากเราติดเชื้อโรคนั้นๆ ร่างกายของเราจะมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีกองทัพที่แข็งแกร่งออกไปจัดการกับผู้บุกรุกได้อย่างราบคาบในเวลาอันรวดเร็ว

หรือแปลเป็นไทยว่า ผู้ที่รับวัคซีนครบถ้วนทั้งจำนวนและเวลา ส่วนใหญ่หากติดเชื้อในภายหลัง แทบจะไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยหายได้เองโดยไม่ต้องไปหาหมอนั่นแหละ เหลือเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น ที่ยังต้องไปโรงพยาบาล

ส่วนผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีน ใครที่มีอาการก็เหมือนกับถูกหวยครับ เพราะต้องมีเงื่อนไขและปัจจัยที่พอดีจริงๆ ซึ่งก่อนฉีดเราต้องตอบคำถามที่เชื่อว่าผู้รับวัคซีนอาจเกิดผลข้างเคียงได้ทุกข้อ ถ้าคำตอบของเราไม่มีอะไรให้กังวล ก็ลุยเลยครับ

ส่วน “ภูมิคุ้มกันหมู่” จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราไปฉีดกันแล้วเกือบทั้งประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอีกนาน

แต่ตอนนี้ใครถึงคิวฉีด รีบไปฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองก่อน น่าจะดีกว่านะครับ

#เชียร์ให้ฉีด

#เพื่อตัวเองและคนที่เรารัก

#โควิด19

ล่าสุด

การเมือง

Latest Posts

เศรษฐกิจ-สังคม

ยอดนิยม