รบ.ขออนุมัติกู้เงิน 1.9 ล.ล. แต่กลับพาเศรษฐกิจดิ่งเหว

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับความคืบหน้าในการใช้เงินกู้จาก พระราชกำหนดกู้เงินทั้ง 3 ฉบับ โดยนายสุทิน อภิปรายว่า 2 เดือนที่แล้วรัฐบาลยื่นขอสภาฯ เพื่อให้อนุมัติกู้เงินเพื่อแก้วิกฤติโควิด-19 คือ

1.พระราชกำหนดอำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  พ.ศ. 2563 จำนวน 1 ล้านล้านบาท

2.พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 จำนวน 5 แสนล้านบาท

3.พระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 จำนวน 4 แสนล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้เราได้ทราบสัญญาณเศรษฐกิจที่น่าวิตกอย่างยิ่ง

โดยเมื่อวานนี้ (18 ส.ค.) สภาพัฒน์ฯ แถลงตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีในไตรมาสที่ 3 ว่า จะติดลบ 12 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุนและผู้บริโภค ซ้ำร้ายเมื่อวานนี้รัฐบาลก็ยังอนุมัติให้กู้เงินเพื่อแก้ปัญหางบปี 2563 อีก  2 แสนล้านบาท ขณะที่ประชาชนเองก็สับสนว่ากู้หลายครั้งแล้ว สภาฯ เองก็กังวลว่า เมื่ออนุมัติให้กู้ก็คาดหวังว่าเศรษฐกิจจะมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่กลับดำดิ่งลงตลอด ยิ่งดูวิถีชีวิตประชาชนก็พบว่า การเยียวยาก็หมดลงแล้ว แต่ความเดือดร้อนของประชาชนก็ยังปรากฎชัด สภาฯ ในฐานะที่อนุมัติให้กู้เงินได้จึงเกิดคำถามในใจว่า จากวันที่สภาฯ อนุมัติให้กู้เงินได้จนถึงวันนี้ท่านกู้เงินไปเท่าไหร่แล้ว กู้ที่ไหน เงื่อนไขอย่างไร

ด้านนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ซึ่งได้รับมอบหมายให้ชี้แจงแทนนายกฯ ชี้แจงว่า การกู้เงินตามพ.ร.ก.ดังกล่าวเพราะเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากโควิด-19ระบาดไปทั่วโลก กระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งโลกจนมีปัญหาไปทุกประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบด้วย โดยเงินจำนวน 1 ล้านล้านบาทนั้น เราใช้เพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ขณะที่อีกส่วนหนึ่งใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดย 5.5 แสนล้านบาท เราใช้เยียวยาช่วยเหลือประชาชน 4.5 หมื่นล้านบาท ใช้เยียวยาด้านการแพทย์และสาธารณสุข และ 4 แสนล้านบาท ใช้เพื่อเยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและกู้เงินไปแล้วจำนวน 3.4 แสนล้านบาท และใช้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนไปแล้ว 3.1 แสนล้านบาท โดยการกู้เงินดังกล่าว สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เป็นผู้ดำเนินการกู้จากตั๋วแลกเงินส่วนหนึ่ง จากพันธบัตรรัฐบาล และจากพันธบัตรออมทรัพย์

นายสุทิน อภิปรายอีกว่า แสดงว่าขณะนี้รัฐบาลใช้เงินเยียวยาไปแล้วประมาณ 3 แสนล้านบาท และเป็นการกู้จากภายในประเทศ อีกทั้งยังเหลือเงินเยียวยาได้อีกประมาณเกือบ 2 แสนล้านบาท ดังนั้น การเยียวยาประชาชนขณะนี้รัฐบาลได้ทำจบสิ้นแล้วหรือยัง ถ้ายังจะมีโครงการเยียวยาต่ออีกหรือไม่ และจะเป็นกลุ่มไหนอย่างไร

นายสันติ ชี้แจงว่า 5 แสนล้านบาทแรกที่เป็นเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยา ได้เยียวยาประชาชนที่ถูกเลิกจ้าง ในวงเงิน 1.7 แสนล้านบาท  เดือนละ 5 พันบาท จำนวน 3 เดือน โดยเบิกจ่ายไปแล้ว 1.5 แสนล้านบาท หรือ 94 เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมประชาชน 15 ล้านคน นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือเกษตรกรตามวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมติจำนวน 1.5 แสนล้านบาท โดยเบิกจ่ายไปแล้ว 1.1 แสนล้านบาท ครอบคลุมเกษตรกร 7.5 ล้านราย รวมถึงเยียวยากลุ่มเปราะบาง จำนวน 2.03 หมื่นล้านบาท ครอบคลุม 6.6 ล้านราย ช่วยเหลือกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการ วงเงิน 3.4 พันล้านบาท 1.16 ล้านราย ชดเชยลูกจ้างประกันสังคมที่ไม่เป็นไปตามระเบียบคือ ไม่ครบ 6 เดือน วงเงิน 897 ล้านบาท ครอบคลุม 6 หมื่นราย ทั้งนี้ เงินดังกล่าวถูกเบิกจ่ายไปแล้วจำนวน  2.94 แสนล้านบาท ขณะที่เงินกู้ที่เหลือนั้น จะนำไปเยียวยาผู้ที่ตกหล่น โดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างรวบรวม

นายสันติ ชี้แจงอีกว่า ส่วนอีก 4 แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกำลังดำเนินการรวบรวมเพื่อส่งเรื่องไปยังครม. โดยอนุมัติโครงการแล้ว 9 หมื่นล้านบาท คาดว่าเดือนก.ย.นี้จะดำเนินการแล้วเสร็จ ขณะที่เงินกู้เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินการนั้น แบ่งเป็น 5 แสนล้านบาท เพื่อปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กลุ่มเอสเอ็มอี โดยได้ดำเนินการปล่อยเงินกู้ไปแล้ว จำนวน 1.1 แสนล้านบาท ครอบคลุมเอสเอ็มอี 6.7 หมื่นราย

โดยการช่วยเหลือนั้นเพื่อจูงใจให้ธนาคารเร่งรัดปล่อยสินเชื่อ หากเกิดความเสียหาย รัฐจะชดเชยธนาคาร 60% และเงื่อนไขการกู้คือ กู้เพิ่มเติมได้รายละ 20% จากหนี้คงค้างที่มีอยู่ในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ระยะเวลา 2 ปี ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง 4 แสนล้านบาทเพื่อช่วยเรื่องของตั๋วแลกเงินที่มีอยู่ในตลาดนั้น ยังไม่พบว่ามีสถาบันการเงินใดขอกู้

นายสุทิน อภิปรายด้วยว่า การใช้เงินกู้ของรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ใช้ยังไม่หมด ใช้ไม่ตรงจุด และไม่ครอบคลุม เพราะการบริหารงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้สภาพัฒน์ฯ ระบุว่าจีดีพีติดลบ 12 เปอร์เซ็นต์ ของเก่าใช้ยังไม่หมด ครม.ยังอนุมัติกู้ใหม่อีก  2 แสนล้านบาท ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ดังนั้น เมื่อไม่เยียวยาต่อ จะดำเนินการแก้ปัญหาอย่างไรกับความลำบากของประชาชน และจะพาประชาชนผ่านวิกฤตินี้ได้อย่างไร

นายสันติ ชี้แจงว่า เงินกู้ที่ยังเหลือจะเตรียมไว้หากมีการระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง ส่วนเงินกู้เพื่อเอสเอ็มอีที่ยังพบว่ามีการกู้ไม่มากนั้น เมื่อวานนี้ นายปรีดี ดาวฉาย รมว.คลัง เสนอครม.ผ่อนปรนเงื่อนไขต่างๆ ที่จะให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้คล่องตัวมากขึ้น โดยกระทรวงการคลังและธนาคารกำลังหาทางผ่อนปรน เพื่อให้เงินส่วนดังกล่าวที่เหลือ 4 แสนล้านบาทให้เอสเอ็มอีสามารถดำเนินการต่อไปได้

ล่าสุด

การเมือง

Latest Posts

“ภูมิธรรม” ชี้รัฐบาลไม่ฟังเสียงปชช.หวั่นเกิด “ตุลาเดือด”

. “ภูมิธรรม” ชี้รัฐบาลไม่ฟังเสียงปชช.หวั่นเกิด “ตุลาเดือด”              นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ดังนี้

จีพีเอส บอกให้เลี้ยวซ้าย หักพวงมาลัยตาม 3 ชีวิตเลี้ยวรถลงคลอง

https://youtu.be/O1244qO2l00 24 ก.ย. 2563  15:45 น. แพร่ - วันที่ 24 ก.ย. พ.ต.ท.อมร ขว้างแป้น สารวัตรสอบสวน...

หนุ่มดื่มมา 3 ขวด จอดติดไฟแดงจ้อ สุดท้ายเกม

https://youtu.be/BYNlWLryHQA วันที่ 23 กันยายน 2563 แฟนเพจ อุบัติเหตุบนถนน โพสต์คลิปวิดีโอจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ขณะสนทนากับชายคนหนึ่งที่ขี่จักรยานยนต์ติดไฟแดง โดยฝั่งผู้ถ่ายคลิปได้เตือนให้ชายคนดังกล่าวที่มีลักษณะมึนเมา ขับขี่อย่างระมัดระวัง เพราะเกือบจะเกิดอุบัติเหตุ ขณะที่ฝั่งผู้ขับขี่จักรยานยนต์ ยอมรับว่า...

รัฐบาลงัดวิชามาร ขอตั้งกมธ.ศึกษาญัตติแก้ไขรธน. สุดท้ายโหวตไม่ทัน ต้องรอไปถึงสมัยประชุมหน้า

https://youtu.be/D-mH707WSrs รัฐบาลงัดวิชามาร ขอตั้งกมธ.ศึกษาญัตติแก้ไขรธน. สุดท้ายโหวตไม่ทัน ต้องรอไปถึงสมัยประชุมหน้า ** มุมที่ต้องชื่นชม “วัฒนา เมืองสุข”เจอโทษจำคุก 99 ปี คดีบ้านเอื้ออาทร แต่ไม่หนีเหมือนใครบางคน เผยแพร่:...

เศรษฐกิจ-สังคม

ยอดนิยม